ตลอดทั้งวันกองเชียรฝ่ายค้านดูจะคึกคักเป็นพิเศษ
เพราะตั้งความหวังไว้สูงว่า คงถึงยึดทำเนียบปุตราจายาเป็นแน่แท้ เพราะปัจจัยแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงครั้งแรก
หรือ “คนรุ่นใหม่” ที่คาดว่าเป็นกลุ่มหัวก้าวหน้าจำนวนมาก
กับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน รวมทั้งผล
การสำรวจความเห็นทางการเมืองหลายสำนักที่ชี้ไปในทางเดียวกันว่าฝ่ายค้าน จะมีคะแนนสูสี
หรือแม้กระทั่งมีคะแนนนำฝ่ายรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งนี้
หลังจากลุ้นระทึกผลแพ้ชนะหลายชั่วโมง
ราวตีหนึ่งของวันใหม่คณะกรรมการเลือกตั้งมาเลเซียประกาศว่า แนวร่วมพรรครัฐบาลได้ที่นั่งในรัฐสภารวมกันแล้ว
112
ที่นั่ง หรือเกินครึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาฯซึ่งมีทั้งหมด 222
ที่นั่ง มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการที่ประกาศราวตีสาม
ระบุว่าแนวร่วมพรรครัฐบาล ที่เรียกกันสั้นๆว่า
บีเอ็น (BN: Barisan Nasional) ชนะได้ที่นั่งในรัฐสภาของรัฐบาลกลางทั้งหมด 133 ที่นั่ง
ในขณะที่แนวร่วมพรรคฝ่ายค้าน หรือ พีเคอาร์ (PR: Pakatan Rakyat) ได้ 89 ที่นั่ง
ผลที่ได้ทำเอาผู้สนับสนุนฝ่านค้านทุกรุ่นทุกวัยที่นั่งถ่างตารอข้ามคืนถึงกับอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
แยกย้ายกันกลับบ้านไปตามๆกัน
ชาวมาเลเซียโดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมืองจำนวนมากคนเชื่อว่า
การเลือกตั้งทั่วไปในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สามารถลิดรอนการผู้ขาดอำนาจของรัฐบาลพรรคอัมโนที่ดำเนินมากว่า
50
ปี
การเผชิญหน้าระหว่างแนวร่วมฝ่ายค้านอันประกอบด้วยพรรคเคอาดิลัน รักยัต (PKR: People’s Justice Party) นำโดยนายอันวาร์
อิบราฮิม พรรคดีเอพี (DAP: Democrat Action Party) ของนายลิม
กิต เสียง และพรรคพาส (PAS: Pan-Malaysian Democratic Party) นำโดยนาย
ฮาดี อาวังกับแนวร่วมพรรครัฐบาล หรือ บีเอ็น (Barisan Nasional) นำโดยพรรคอัมโน (United Malays National Organisation) ของนาย
นาจิบ ราซัคนายกรัฐมนตรี พรรค เอ็มซีเอ หรือ(Malaysian
Chinese Association) และพรรคเอ็มไอซี
(Malaysian Indian Congress) และพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ
ทวีความเข้มข้นขึ้นหลังจากฝ่ายค้านได้ที่นั่งในสภาฯจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในการเลือกตั้งเมื่อ
พ.ศ. 2551
นับแต่นั้นเป็นต้นมา
บรรยากาศของความกลัวที่เคยครอบงำการเมืองมาเลเซียในยุคมหาเธร์ก็เริ่มจืดจางไป
ชาวมาเลเซียเริ่มแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากขึ้น
ประหนึ่งสังคมมาเลเซียเริ่มก้าวกระโดดทางความคิดไปไม่น้อย
ภาพผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเข้าแถวยาวหน้าซุ้มเลือกตั้งหลายแห่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ถือเป็นภาพที่ไม่ได้เห็นในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ
และอาจแสดงถึงความรู้สึกคึกคักทางการเมืองในหมู่คนเมือง
มีบางซุ้มเลือกตั้งผู้รอลงคะแนนเข้าแถวยาวกว่าหนึ่งกิโลเมตร
ผู้ลงคะแนนเสียงวัยกว่า 50 คนหนึ่งบอกว่าเขาเข้าแถวรอหย่อนบัตรนานถึงกว่าชั่วโมงซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบในการหย่อนบัตรที่ผ่านมาในชีวิต
ในขณะเดียวกัน
มีการร้องเรียน เปิดโปง ความไม่ชอบมาพาในกระบวนการเลือกตั้งกลว่อนอินเตอร์เน็ตตลอดตลอดวันเลือกตั้ง
เริ่มตั้งแต่เรื่องหมึกถาวรที่ผู้ลงคะแนนต้องแต้มที่ปลายนิ้วนี้เพื่อกันการเวียนเทียนเลือกตั้งที่ไม่ถาวรจริง
เพราะสามารถล้างออกได้อย่างหมดจด
เรื่องการใช้เที่ยวบินพิเศษขนคนจากเกาะซาบาห์และซาราวักมาลงคะแนนในกัวลาลัมเปอร์
และข้อกล่าวหาเรื่องการให้บัตรประชาชนชั่วคราวแก่ชาวบังกลาเทศเพื่อให้มาลงคะแนนในบางพื้นที่
แม้ว่ากลุ่มบีเอ็นจะยังคงกุมอำนาจรัฐได้อีกครั้งหนึ่ง
แต่เมื่อลองใช้วิชาคณิตศาสตร์เบื้องต้นมาพิจารณาคะแนนเลือกตั้ง
ก็ให้สงสัยว่าสิ่งที่เห็นๆนั้นเป็นเรื่องจริงแน่หรือ
เริ่มจากตัวเลข
ส.ส.ในสภาฯของกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลที่หายไปถึงเจ็ดที่นั่งเมื่อเทียบกับสมัยที่แล้ว
ในขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านได้ สส.เพิ่มเป็นเจ็ดที่นั่งเท่ากัน
คำถามก็คือ รัฐบาลทำอีท่าไหนที่นอกจากจะไม่ได้ที่นั่งเพิ่มแล้ว
ยังถูกฝ่ายค้านเฉือนให้เจ็บใจได้อีก
เรื่องนี้คำตอบอยู่ที่พรรคฝ่ายค้านตัวแทนชาวจีน
หรือ พรรคดีเอพี ซึ่งได้ที่นั่งเพิ่มถึง 10 ที่นั่ง ในขณะที่
พรรคร่วมฝ่ายค้านอีกสองพรรคเสียที่นั่งรวมกันแล้วสามที่นั่ง
บวกลบคูณหารแล้วแนวร่วมฝ่ายค้าน “กำไร” มาเจ็ดที่นั่ง
เจ็ดที่นั่งที่หายไปของฝ่ายรัฐบาล
มากพอที่จะสั่นสะเทือนขาเก้าอี้ในฐานะหัวหน้าพรรคอัมโนของนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ผู้สัญญากับสมาชิกพรรคเอาไว้ว่าจะเพิ่มที่นั่ง
ส.ส. ของรัฐบาให้ได้ไม่น้อยกว่า 140 ที่นั่ง
หรือสองในสามของที่นั่งทั้งหมดในสภาฯ
คนคนแรกที่ออกมาเขย่าเก้าอี้ของนายนาจิบ
หาใช่ใครอื่นนอกจากอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด
ผู้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่คิดเลยว่านายนาจิบจะมีผลงานเลือกตั้งที่แย่กว่าอดีตนายกรัฐมนตรี
อับดุลลาห์ บาดาวี ผู้มีผลงานย่ำแย่ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
คำพูดของมหาเธร์ที่ว่าคนในพรรคอัมโนจะต้องตั้งคำถามต่อความสามารถและยุทธศาสตร์ของนายนาจิบ
ราซัค นั้นเป็นคำพูดที่ไม่ค่อยเป็นมงคลสักเท่าไหร่ในการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีรอบสองของเขา
มหาเธร์มองผลการเลือกตั้งว่าเป็น “ความผิดพลาด” ของพรรคร่วมรัฐบาล
และบอกว่าอัมโนจะต้องเรียนรู้จาก ความผิดพลาดในครั้งนี้
หาไม่ผลการเลือกตั้งครั้งต่อไปอาจเลวร้ายยิ่งกว่านี้
พรรคดีเอพีของฝ่ายค้าน
มีคู่แข่งคือพรรคเอ็มซีไอซึ่งเป็นพรรคคนจีนข้างรัฐบาล พรรคพรรคนี้ร่ำรวยมหาศาล
มีกิจการมากมาย หนึ่งในนั้นคือหนังสือพิมพ์“เดอะสตาร์” ที่ได้ชื่อว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ร่ำรวยที่สุดของมาเลเซีย
ในการเลือกตั้งครั้งนี้เอ็มซีไอได้ที่นั่งในรัฐสภาฯมาเพียงเจ็ดที่นั่ง
จากที่เคยได้ครั้งที่แล้ว 15 ที่นั่ง เป็นตัวบ่งชี้สำคัญอีกประการหนึ่งคือชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนในประเทศแห่กันเทคะแนนเสียงให้ฝ่ายค้าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคดีเอพีที่มีฐานสำคัญที่ปีนัง
ตัวเลขปริศนาอีกกลุ่มหนึ่งคือตัวเลข “ป๊อปปูล่าร์โหวต” หรือตัวเลขคะแนนรวมทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ
ที่กลุ่มพรรคฝ่ายค้านได้
50.1
เปอร์เซ็นต์ ชนะแนวร่วมพรรครัฐบาลที่ได้ 46.7 เปอร์เซ็นต์ ใกล้เคียงกับผลสำรวจความเห็นประชาชนก่อนการเลือกตั้ง
สิ่งที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลได้ที่นั่งในสภาฯมากกว่าฝ่ายค้านคือกลเม็ดในการแบ่งซอยพื้นที่เลือกตั้งฐานเสียงรัฐบาลเพื่อเพิ่มจำนวน
ส.ส. ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กันในบางประเทศ
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงการอุ่นเครื่องเพื่อรอการประลองกำลังครั้งใหญ่ในอีกห้าปีข้างหน้า
ที่จะตัดสินชะตาประเทศมาเลเซียว่าจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใกล้เคียงกับความหมายที่แท้จริง
หรือจะเป็นประชาธิปไตยแบบขำขันที่สังคมโลกดูแคลนต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น